ค่านิยม : มุ่งผลสัมฤทธิ์ สุจริตโปร่งใส บริการด้วยใจ รักใคร่สามัคคี
(วิดีโอ) ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วท. มอบนโยบายแก่คณะผู้บริหาร วท.
วิสัยทัศน์ : "เป็นหน่วยงานหลักในการประสานและผลักดันยุทธศาสตร์กระทรวงสู่การปฏิบัติและมีผลสัมฤทธิ์"
การอบรมเชิงปฏิบัติการ "การสร้างพลังร่วมให้กับทีม (Team Synergy)"
ทบทวนการดำเนินงานและรับฟังข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะเพื่อการจัดทำกลยุทธ์

การวิจัย พัฒนา นวัตกรรมและเศรษกิจ

การวิจัย พัฒนา นวัตกรรมและเศรษฐกิจ

  alt

โดย ดร.ณัฐพงษ์  พัฒนพงษ์
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552
ณ ห้องฝึกอบรมชั้น 6  สป.วท.
จัดโดย : ส่วนพัฒนายุทธศาสตร์  สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์

          ในการจัดทำนโยบายนั้น ควรเข้าใจถึงที่มาของปัญหาให้ละเอียด  เพื่อจะทำให้เกิดการแก้ไขหรือป้องกันปัญหาอย่างถูกต้อง  ซึ่งในด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยนั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจถึงที่มาของปัญหา  ทั้งนี้จากการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมของไทย พบว่าปัญหาดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นนับตั้งแต่ประเทศไทยได้เริ่มพัฒนาระบบเศรษฐกิจในช่วงต้นรัตนโกสินทร์  ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป  ซึ่งเป็นการนำวิทยาการเกี่ยวกับเครื่องจักรไอน้ำและการถลุงเหล็กเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิต  ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงการสร้างสังคมเมืองขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก  ถึงแม้ว่าการใช้พลังงานไอน้ำและการใช้เครื่องจักรจะเริ่มเผยแพร่เข้ามาใช้ประเทศในช่วงสมัยรัชการที่ 4-5  แต่โครงสร้างของเศรษฐกิจของไทยยังไม่เอื้ออำนวยให้เกิดเรียนรู้และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านี้  เนื่องจากระบบเศรษฐกิจถูกควบคุมด้วยบุคคลสามกลุ่ม คือ กลุ่มเจ้านาย  กลุ่มพ่อค้าชาวจีน  และกลุ่มพ่อค้าชาวยุโรป  และโครงสร้างทางสังคมซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเจ้านาย และกลุ่มของประชาชนทั่วไป (ไพร่และทาส)  ซึ่งถึงแม้ว่าพ่อค้าชาวจีนและยุโรปจะเริ่มนำวิทยาการต่าง ๆ เข้ามา แต่การขาดคนชั้นกลางที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขาดการดูดซับและต่อยอดเทคโนโลยี  ในขณะที่ ณ ช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรในญี่ปุ่นได้ใช้กระบวนการวิศวกรรมย้อนรอย (Reverse engineering)  ซึ่งช่วยให้สามารถเรียนรู้ พัฒนา  รวมไปถึงการเผยแพร่การใช้เครื่องจักรไอน้ำที่ผลิตได้เองในประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว  ทั้งนี้นอกจากการขาดบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์แล้ว  การที่กลุ่มพ่อค้าชาวจีนและยุโรปต้องการผูกขาดการทำธุรกิจและเน้นการทำกำไรในช่วงสั้น  โดยใช้การนำเข้าเทคโนโลยีมาจากต่างประเทศ ก็เป็นสาเหตุร่วมที่สำคัญของความล้าหลังในกระบวนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย  ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้เรื้อรังมาจนช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475)  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กลุ่มนักเรียนไทยที่ได้ศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศได้เริ่มกลับมายังประเทศไทย  และเริ่มทำการวิจัยและเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัย


          จากการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ดังกล่าว  ช่วยให้เข้าใจถึงปัญหาหลักของความล้าหลัง  ซึ่งมีสาเหตุมาจาก  (1) ขาดบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์  (2) ผู้ประกอบการเน้นไปที่การนำเข้าเทคโนโลยี มากกว่าพัฒนาขึ้นเองเนื่องจากเหตุผลด้านการต้องการทำกำไรในระยะสั้นและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีในประเทศ (3) ขาดกลไกในการเชื่อมต่องานวิจัยกับภาคการผลิต  ดังนั้น การดำเนินนโยบายเพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm shift) โดยเน้นไปที่ การสร้างความเข้าใจในบทบาทของรัฐกับงานวิจัยว่า ขอบเขตงานที่รัฐควรสนับสนุนอยู่ที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (นักวิจัย และงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ฐาน (Basic Sciences) ส่วนการนำไปใช้นั้นเป็นหน้าที่หลักของภาคเอกชน  ดังนั้นการสนับสนุนให้ภาคเอกชนทำวิจัยจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความยั่งยืนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ  นอกจากนี้ควรปรับแนวคิดว่า ความรู้และทักษะด้านการบริหาร (Management skill) มีความสำคัญเทียบเท่าทักษะด้านเทคโนโลยี (Technical skill)  ดังนั้นความคิดเรื่องสร้างนักวิจัยให้ได้จำนวนมากเพื่อสร้าง critical mass  ไม่อาจพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย  หากยังไม่เข้าใจวิธีการและมีทักษะที่ดีพอในด้านการจัดการทรัพยากรทางด้านงานวิจัย/........

Copyright(c) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ชั้น 5 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 โทรศัพท์ : 0-2333-3843 โทรสาร : 0-2333-3885 . All rights reserved.
Designed by olwebdesign.com , สำหรับเจ้าหน้าที่