ค่านิยม : มุ่งผลสัมฤทธิ์ สุจริตโปร่งใส บริการด้วยใจ รักใคร่สามัคคี
(วิดีโอ) ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วท. มอบนโยบายแก่คณะผู้บริหาร วท.
วิสัยทัศน์ : "เป็นหน่วยงานหลักในการประสานและผลักดันยุทธศาสตร์กระทรวงสู่การปฏิบัติและมีผลสัมฤทธิ์"
การอบรมเชิงปฏิบัติการ "การสร้างพลังร่วมให้กับทีม (Team Synergy)"
ทบทวนการดำเนินงานและรับฟังข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะเพื่อการจัดทำกลยุทธ์

แนวคิดด้านการจัดทำนโยบายเพื่อรองรับปัญหาโลกร้อนและความมั่นคงทางด้านอาหาร-พลังงาน


          (1) ประเทศผู้ผลิตสินค้าแต่ละชนิดมีน้อยราย ด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ในการปลูกพืชแต่ละชนิด
          (2) ประเทศผู้บริโภคหลักแต่ละชนิดมีน้อยราย ซึ่งกำหนดโดยลักษณะการบริโภคและการขนส่ง
          (3) สัดส่วนของปริมาณสินค้าที่ค้าขายในตลาดโลกต่อผลผลิตรวมมีสัดส่วนต่ำมาก
          (4) จากข้อ (1) – (3) การซื้อขายสินค้าเกษตรระหว่างประเทศจึงมีลักษณะเป็นตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายน้อยราย จึงไม่ใช่ตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์ รัฐบาลของทั้งประเทศผู้ผลิตและผู้บริโภคจึงต้องมีภาระในการแทรกแซงตลาดการค้าระหว่างประเทศสม่ำเสมอโดยการใช้ภาษีส่งออก/ภาษีนำเข้า, การกำหนดโควต้านำเข้าและส่งออก, และการสร้างสต็อกสินค้าเพื่อรองรับความผันผวน

           ทางด้านประเด็นเกี่ยวกับปัจจัยท้าทายที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญในอนาคตนั้น การศึกษาพบว่ามีประเด็นท้าท้าย 4 ด้านที่ประเทศไทยที่อาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานและอาหารของประเทศไทย ได้แก่
          (1) เชื้อเพลิงจากฟอสซิลจะลดลงและอาจจะหมดไปภายใน 50 – 60 ปีข้างหน้า เนื่องจากความต้องการพลังงานได้เพิ่มขึ้นอย่างมากเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในขณะที่ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งอาจเป็นผลให้ราคาเชื้อเพลิงฟอสซิลปรับตัวสูงขึ้นเป็นอย่างมากในอนาคต 
          (2) ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9 พันล้านคนในอีก 40 ปีข้างหน้า หรือคิดเป็น 34.3% ซึ่งประมาณได้ว่าความต้องการอาหาร น้ำ และพลังงาน น่าจะเพิ่มมากขึ้นอย่างน้อย 34.3% และอาจเป็นเหตุให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต
          (3) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในแต่ละภาคของประเทศไทย จากผลการศึกษาของศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดว่า ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยรายปีในประเทศไทยในช่วงเวลาประมาณ 20 ปีข้างหน้านี้มีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและบางส่วนของภาคอีสานและภาคเหนือ รวมทั้งชายทะเลภาคใต้ตอนบนฝั่งตะวันออก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตการเกษตรที่สำคัญ
          (4) ความสัมพันธ์ของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตร และ ราคาสินทรัพย์ทางการเงิน (Food-Fuel-Financial Instrument Linkage) การศึกษาข้อมูลในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา พบว่าความผันผวนของราคาในอดีตเป็นผลมาจากปัญหาด้านการผลิต (Supply-side variation) ทำให้เกิดการขึ้นราคาอย่างผิดปกติ(Price spike) ของราคาสินค้าเกษตร แต่อย่างไรก็ดี การขึ้นราคาอย่างผิดปกติ (Price spike) ของราคาสินค้าเกษตรในปี 2008 (พ.ศ. 2551) เป็นผลมาจากด้านความต้องการ(Demand-side) ทั้งความต้องการบริโภคจริงและความต้องการในการใช้เป็นเครื่องมือเก็งกำไร(ตลาด Futures) เนื่องจากราคาน้ำมัน สินค้าเกษตร และตราสารทางการเงิน มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงมาก (High fluctuation of food – fuel – financial instrument prices) ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลมากขึ้นต่อความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรในอนาคต

          จากความรู้ที่ได้จากการศึกษาในประเด็นเกี่ยวกับคุณลักษณะของตลาดสินค้าเกษตรโลก และประเด็นอุบัติใหม่และความท้าทายสำหรับประเทศไทย ได้เป็นรากฐานที่นำไปสู่การจัดทำแบบจำลองเพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศที่มีผลต่อความมั่นคงทางพลังงานและอาหารของไทย โดย ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(START) แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ และแบบจำลองผลกระทบต่อผลผลิตพืชไร่ที่สำคัญ (ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และปาล์มน้ำมัน) และทางสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังได้จัดทำแบบจำลองตลาดสินค้าเกษตรโลก และแบบจำลองความต้องการการใช้เชื้อเพลิงเบนซินและดีเซลของประเทศไทย ซึ่งผลการศึกษาโดยใช้แบบจำลองเหล่านี้ได้นำไปสู่สรุปดังต่อไป

          1.) สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงทางด้านอาหารนั้น ภายใต้ความท้าทายพลวัตทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต คาดว่าประเทศไทยไม่น่าจะประสบปัญหาความมั่นคงด้านอาหารในด้านของปริมาณ อย่างไรก็ดี ประเด็นด้านเสถียรภาพด้านราคาและการยกระดับรายได้ของเกษตรกรจะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพการผลิต และการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อลดความผันผวนเนื่องจากการเก็งกำไรในตลาดซื้อขายล่วงหน้า จึงมีความสำคัญในระดับสูง 
           2.) สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงพลังงานของเชื้อเพลิงเอทานอลนั้น ในกรณีที่ประเทศไทยยังใช้รถยนต์ประเภท E10 เป็นส่วนใหญ่ การปรับพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน (อ้อย/มันสำปะหลัง) ในพื้นที่ภาคอีสานจะช่วยให้สามารถรองรับความต้องเอทานอลได้ภายอีก 20 ปีข้างหน้า แต่หากมีการใช้รถยนต์ประเภท E85 เป็นจำนวนมาก จะให้ความสามารถในการผลิตเอทานอลไม่เพียงพอต่อความต้องการ(ความต้องการ 9.4 พันล้านลิตรต่อปี แต่ผลิตได้ 1.4 พันล้านลิตรต่อปี) แต่อย่างไรก็ดีข้อสรุปดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าไม่ได้ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการเพาะปลูกและแปรรูปอ้อย รวมถึงเทคโนโลยีด้านการผลิตเอทานอล ดังนั้นหากภาครัฐมีนโยบายที่จะสนับสนุนการผลิตรถยนต์ E85 จะต้องคำนึงถึงแนวทางในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลผลิตพืชพลังงาน และการผลิตเอทานอลในอนาต
          3.) สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงพลังงานของเชื้อเพลิงไบโอดีเซลนั้น เมื่อพิจารณาผลการพยากรณ์ความต้องการน้ำมันไบโอดีเซลในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งคาดว่าจะมีความต้องการ 4-8 ล้านลิตรต่อวัน (กรณีต่ำสุดถึงกรณีสูงสุด) จากความต้องการโดยเฉลี่ย 1.5 ล้านลิตรต่อวัน ณ ปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นถึง 2.6-5.3 เท่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่มการผลิตปาล์มน้ำมัน ให้มากขึ้นอย่างน้อย 2-4 เท่าจากปัจจุบัน โดยเบื้องต้นจะต้องขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน แต่อย่างไรก็ดีนอกจากบริเวณภาคใต้แล้ว มีบริเวณมีที่ปริมาณน้ำฝนเพียงพอต่อการให้ผลผลิตที่คุ้มค่าต่อการลงทุนอยู่เพียง 4 บริเวณ คือ ปลายภาคตะวัน (จังหวัดตราด) แนวขอบด้านตะวันออกเฉียงเหนือของภาคอีสาน (จังหวัดหนองคายและนครพนม) แนวขอบบนของภาคเหนือ (จังหวัดเชียงรายและน่าน) และแนวขอบภาคตะวันตก (จังหวัดกาญจนบุรี) นอกการขยายพื้นที่เพาะปลูกที่มีภูมิอากาศเหมาะสมแล้ว การส่งเสริมการปลูกจะต้องควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่มีกำลังการผลิตที่เหมาะสมอยู่ในแหล่งเพาะปลูกปาล์มด้วย เพื่อทำให้การดำเนินการของแต่ละโรงงานได้ประโยชน์จากความประหยัดอันเกิดจากขนาด (Economy of Scale) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาในรายละเอียดของลักษณะพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และการผลิตไบโอดีเซลเพื่อเพิ่มการผลิตให้รองรับต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต


ดร.ณัฐพงษ์ พัฒนพงษ์
นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับปฏิบัติการ
ส่วนพัฒนายุทธศาสตร์  สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์
 

alt alt

 

Copyright(c) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ชั้น 5 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถนนพระรามที่ 6 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. 10400 โทรศัพท์ : 0-2333-3843 โทรสาร : 0-2333-3885 . All rights reserved.
Designed by olwebdesign.com , สำหรับเจ้าหน้าที่